15 พฤศจิกายน 2552

ปราติหารย์แห่งศรัทธา วันนี้ กับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 20 ปี

วันนี้เป็นวันที่ดีของผมอีกวันหนึ่งที่ผมได้พบกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่ ตุลาคม 2534 จนถึง ตุลาคม 2552 18 ปีเต็ม ตั้งแต่ผมย้ายถิ่นกลับบ้านเกิดที่อุบลราชธานี จนผมเรียนจบที่วิทยาลัยการชลประทาน ทำงานที่กาญจนบุรี แล้ว ย้ายมาที่สกลนครอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนผมยังคงเป็นเพื่อนผม เค้ามีความเข้าใจเหมือนผม ศึกษาเรื่องที่ผมศึกษา การคุยกันเลยง่ายขึ้น
วันนี้ผมพบเพื่อนคือกิต และ แยม เราคุยกันสัพเพเหระ ไถ่ถามสาระทุกข์สุขดิบ กันพอสมควร และแน่นอน นอกจากผมจะโม้วีระเวรของผมซะส่วนใหญ่แล้ว เรามีเรื่องที่สนใจของแต่ละคนคล้ายๆกัน เหมือนสมัยประถมที่เราอยู่ด้วยกัน แต่ปราติหารย์ก็เกิด เมื่อแยมนำก้อนหินก้อนหนึ่งมาให้ผมดู ผมพิจารณาดูแล้ว คงจะเป็นก้อนหินปูนธรรมดาก้อนหนึ่ง แต่ผมก็สังเกตลึกลงไปเห็นเป็นเหมือนพระธาตุ ครับผมคิดว่าอย่างนั้นแต่หินก้อนนี้ก็ไม่มีอะไรดีแดสำหรับผมเท่าไหร่(ของไม่ขึ้น) บวกกับที่มาที่ไปเหมือนเรื่องโจ๊กซะมากกว่า ปกติที่คบกันเค้าก็เป็นแบบนี้จึงไม่เอะใจ แต่ที่สนใจคือที่เค้าได้ก้อนหินนี้มาเกิดจากสมาธิ ผมจึงยิงคำถามคาใจที่มีมานานกับเค้า ไม่ได้หวังคำตอบอะไรมากหรอกแต่มันคาใจมานานแล้ว แล้วของที่คล้ายกับพระธาตุที่เห็นมันยิ่งทำให้ใจสับสนสำหรับผู้ศึกษาธรรมที่ชอบเอาหลักวิทยาศาสตร์มาจับ แล้วมันก็เกิดปราติหารย์ครับ
ผมคาใจมานานกับพระธาตุ ของอริยสงฆ์ จากกระดูกกลายเป็นอัฐิธาตุ ด้วยความเป็นวิศวะกรผมคิดถึงกระบวนการต่างๆที่ กระดูกกลายเป็นพระธาตุได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการแปรสภาพโดยใช้ความร้อน และแรงดันสูงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ เพชร แต่มันไม่ใช่เพชร แล้วมันคืออะไร แล้วคำตอบของแยมก็ทำให้ผมตาสว่าง ผู้ที่มีจิตสูงส่งจะเปล่งพลังงานที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกาย ท่านมองเห็นอะไรไหมครับ หากการสันนิฐานถูกต้อง ผมว่าผมพบอะไรบางอย่างแล้ว
ท่านรู้จักแสงไหมครับ มีทฤษฏีต่างๆนานาว่าแสงเป็นพลังงาน ว่าแสงเป็นอนุภาค หรืออื่นๆ เพื่อจะมาตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ตามสมมุติฐานที่ตนตั้งไว้ เพื่ออธิบายสมการที่ตนเองได้คิดค้นขึ้น และก็สามารถอธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ครับสมมุติฐานผมคือกลุ่มพลังงานของจิต คือสิ่งที่ทำให้เกิดพระธาตุครับ
ครับพลังงานที่เกิดจากจิตที่ฝึกดีแล้วจะมีพลังมหาศาลอย่างยิ่ง แน่นอนกลุ่มพลังงานย่อมมีการกระทบกับสสารที่อยู่ในร่างกาย การที่พลังงานที่เลียนแบบอนุภาคเข้าไปกระทบกับ กระดูก(แคลเซียมโดยส่วนใหญ่) ทำให้กระดูกเปลี่ยนอนุภาคเป็นสสาร(ธาตุ)ที่เกิดขึ้นใหม่ครับ พลังงานที่กระทบอย่างรุ่นแรงไปที่อะตอมของแคลเซียม อาจทำให้เกิดการรวมตัวของอนุภาคระดับอะตอมเกิดเป็นธาตุที่เกิดขึ้นใหม่ ที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ แน่นนอนว่าการกระจุกตัวของธาตุที่เกิดขึ้นมาใหม่อาจจะเล็กน้อยจนไม่สามารถสังเกตได้ ด้วยอนุภาคพลังงานนี้เล็กมากจนไม่สามารถวัดค่าได้ แต่มันก่อเกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนตัวกระดูกนั้นเปลี่ยนเป็นสารใหม่ในเวลาที่เหมาะสม ครับถึงจะเป็นแค่สมมุติฐาน หากมีใครนำมาทดลองจริงล่ะครับ
การเคลื่อนตัวของอนุภาคพลังงานที่มีขนาดเล็กมากๆ เล็กกว่าอิเล็กตรอน ยิงกระทบกับแคลเซียมด้วยแรงมหาศาล ถ้ายิงในจุดที่พอเหมาะอาจจะโดนแกนกลางอะตอมของแคลเซียมแล้วดันให้แกนกลางนี้ไปกระทบกับอะตอมอีก 4 -5 หรือมากกว่านั้นตามแรงพลังงานจิต กลายเป็นธาตุใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นธาตุที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว หรือเป็นธาตุใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบ(ยังไม่ได้ศึกษา และไม่ได้ลงไว้ในตารางธาตุ) และแน่นนอน มันอาจจะเป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องคล้ายปฏิกิริยาฟิวชั่น หรือฟิชชั่น ตามแต่การกระทำของอนุภาคพลังงาน
สิ่งที่สนับสนุนสมมุติฐานในครั้งนี้คือ
1. พระอริยสงฆ์ ที่จะมีพระธาตุเกิดจะต้องมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าคนทั่วไป
2. น่าจะค้นพบพระธาตุกระจัดกระจายและขนาดเล็กโดยทั่วไปในบริเวณที่มีการสานตัวของแคลเซียมหนาแน่น
3. มีการจับตัวกันของกระดูก หรือสสารอื่นที่เป็นของแข็งในร่างกาย
4. มีการทำปฏิกิริยาต่อเนื่อง อาจทำให้พระธาตุมีการงอกเพิ่ม แตกหัก หรือพอกตัวได้
สิ่งที่เป็นหลักฐาน
1. พระธาตุที่ได้จากการผ่าตัดของหลวงปู่แหวนสุจินโน เป็นพระธาตุที่ได้จากอริยะสงฆ์ที่ยังมีชีวิตจะเห็นได้ว่าท่านมีพลังของจิตมากจึงเข้าพุ่งชนก้อนหินปูน(แคลเซียม) หรือก้อนนิ่วของท่านนั้นเองเนื่องจากมีแคลเซียมหนาแน่นปฏิกิริยาจึงเห็นได้ชัดเจน
2. พระธาตุ มีหลากหลายแบบ ด้วยเป็นธาตุคนละชนิดกัน แล้วแต่การรวมตัวของแคลซียมที่ทำให้เกิดธาตุใหม่
3.พระอริยะสงฆ์บางท่านเผาไม่ไหม้เนื่องจากร่างกายบางส่วนของท่านเป็นธาตุใหม่ที่ไม่ไหม้ไฟ ถ้าหากมีเวลามากพอ อาจจะกินเวลานานมากไม่สามารถคำนวณได้ ท่านอาจจะเห็นร่างของท่านค่อยๆกลายเป็นพระธาตุทั้งองค์ให้เราได้เห็นกัน
ครับจะแจ้งอีกครั้งว่าผมเป็นผู้ศึกษาธรรมที่ชอบเอาหลักวิทยาศาสตร์มาจับ อยากรู้เป็นการส่วนตัว และถึงไม่อาจจะทดลองได้เนื่องจากเป็นของสูง ที่เคารพบูชา แต่วิทยาศาสตร์นั้นย่อมหาคำตอบได้ทุกครั้ง(แต่บางครั้งมันค้นหาไม่ได้ภายในวันนี้) เพราะหลักวิทยาศาสตร์ นั้นก็เป็นหลักการหาความจริง ที่พระพุทธเจ้าได้รู้แจ้งมาก่อนตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่พระองค์ไม่อยากให้เราสนใจเรื่อง อิทธิฤทธิ์ ปราติหารย์ หรืออะไรทำนองนี้ ท่านให้สนใจในการศึกษาหาทางพ้นทุกข์ที่ท่านศึกษามาแล้วว่าหลุดพ้นได้จริงมากกว่า ฉะนั้น การค้นพบครั้งนี้ของผมมันก็แค่เรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่ความเหมาะของมันแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมได้อธิบายมาแล้วหากทำการศึกษาและทดลองตามแนวสมมุติฐานนี้ท่านอาจจะพบคำตอบของการเกิดพระธาตุ แต่พบแล้วมันก็เป็นแค่การหาคำตอบของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ท่านหลุดพ้นได้จริง แต่ผมก็ดีใจครับ เพราะมันค้างคาในใจผมมานานเหลือเกิน