15 พฤศจิกายน 2552
ปราติหารย์แห่งศรัทธา วันนี้ กับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 20 ปี
วันนี้ผมพบเพื่อนคือกิต และ แยม เราคุยกันสัพเพเหระ ไถ่ถามสาระทุกข์สุขดิบ กันพอสมควร และแน่นอน นอกจากผมจะโม้วีระเวรของผมซะส่วนใหญ่แล้ว เรามีเรื่องที่สนใจของแต่ละคนคล้ายๆกัน เหมือนสมัยประถมที่เราอยู่ด้วยกัน แต่ปราติหารย์ก็เกิด เมื่อแยมนำก้อนหินก้อนหนึ่งมาให้ผมดู ผมพิจารณาดูแล้ว คงจะเป็นก้อนหินปูนธรรมดาก้อนหนึ่ง แต่ผมก็สังเกตลึกลงไปเห็นเป็นเหมือนพระธาตุ ครับผมคิดว่าอย่างนั้นแต่หินก้อนนี้ก็ไม่มีอะไรดีแดสำหรับผมเท่าไหร่(ของไม่ขึ้น) บวกกับที่มาที่ไปเหมือนเรื่องโจ๊กซะมากกว่า ปกติที่คบกันเค้าก็เป็นแบบนี้จึงไม่เอะใจ แต่ที่สนใจคือที่เค้าได้ก้อนหินนี้มาเกิดจากสมาธิ ผมจึงยิงคำถามคาใจที่มีมานานกับเค้า ไม่ได้หวังคำตอบอะไรมากหรอกแต่มันคาใจมานานแล้ว แล้วของที่คล้ายกับพระธาตุที่เห็นมันยิ่งทำให้ใจสับสนสำหรับผู้ศึกษาธรรมที่ชอบเอาหลักวิทยาศาสตร์มาจับ แล้วมันก็เกิดปราติหารย์ครับ
ผมคาใจมานานกับพระธาตุ ของอริยสงฆ์ จากกระดูกกลายเป็นอัฐิธาตุ ด้วยความเป็นวิศวะกรผมคิดถึงกระบวนการต่างๆที่ กระดูกกลายเป็นพระธาตุได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการแปรสภาพโดยใช้ความร้อน และแรงดันสูงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ เพชร แต่มันไม่ใช่เพชร แล้วมันคืออะไร แล้วคำตอบของแยมก็ทำให้ผมตาสว่าง ผู้ที่มีจิตสูงส่งจะเปล่งพลังงานที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกาย ท่านมองเห็นอะไรไหมครับ หากการสันนิฐานถูกต้อง ผมว่าผมพบอะไรบางอย่างแล้ว
ท่านรู้จักแสงไหมครับ มีทฤษฏีต่างๆนานาว่าแสงเป็นพลังงาน ว่าแสงเป็นอนุภาค หรืออื่นๆ เพื่อจะมาตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ตามสมมุติฐานที่ตนตั้งไว้ เพื่ออธิบายสมการที่ตนเองได้คิดค้นขึ้น และก็สามารถอธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ครับสมมุติฐานผมคือกลุ่มพลังงานของจิต คือสิ่งที่ทำให้เกิดพระธาตุครับ
ครับพลังงานที่เกิดจากจิตที่ฝึกดีแล้วจะมีพลังมหาศาลอย่างยิ่ง แน่นอนกลุ่มพลังงานย่อมมีการกระทบกับสสารที่อยู่ในร่างกาย การที่พลังงานที่เลียนแบบอนุภาคเข้าไปกระทบกับ กระดูก(แคลเซียมโดยส่วนใหญ่) ทำให้กระดูกเปลี่ยนอนุภาคเป็นสสาร(ธาตุ)ที่เกิดขึ้นใหม่ครับ พลังงานที่กระทบอย่างรุ่นแรงไปที่อะตอมของแคลเซียม อาจทำให้เกิดการรวมตัวของอนุภาคระดับอะตอมเกิดเป็นธาตุที่เกิดขึ้นใหม่ ที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ แน่นนอนว่าการกระจุกตัวของธาตุที่เกิดขึ้นมาใหม่อาจจะเล็กน้อยจนไม่สามารถสังเกตได้ ด้วยอนุภาคพลังงานนี้เล็กมากจนไม่สามารถวัดค่าได้ แต่มันก่อเกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนตัวกระดูกนั้นเปลี่ยนเป็นสารใหม่ในเวลาที่เหมาะสม ครับถึงจะเป็นแค่สมมุติฐาน หากมีใครนำมาทดลองจริงล่ะครับ
การเคลื่อนตัวของอนุภาคพลังงานที่มีขนาดเล็กมากๆ เล็กกว่าอิเล็กตรอน ยิงกระทบกับแคลเซียมด้วยแรงมหาศาล ถ้ายิงในจุดที่พอเหมาะอาจจะโดนแกนกลางอะตอมของแคลเซียมแล้วดันให้แกนกลางนี้ไปกระทบกับอะตอมอีก 4 -5 หรือมากกว่านั้นตามแรงพลังงานจิต กลายเป็นธาตุใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นธาตุที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว หรือเป็นธาตุใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบ(ยังไม่ได้ศึกษา และไม่ได้ลงไว้ในตารางธาตุ) และแน่นนอน มันอาจจะเป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องคล้ายปฏิกิริยาฟิวชั่น หรือฟิชชั่น ตามแต่การกระทำของอนุภาคพลังงาน
สิ่งที่สนับสนุนสมมุติฐานในครั้งนี้คือ
1. พระอริยสงฆ์ ที่จะมีพระธาตุเกิดจะต้องมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าคนทั่วไป
2. น่าจะค้นพบพระธาตุกระจัดกระจายและขนาดเล็กโดยทั่วไปในบริเวณที่มีการสานตัวของแคลเซียมหนาแน่น
3. มีการจับตัวกันของกระดูก หรือสสารอื่นที่เป็นของแข็งในร่างกาย
4. มีการทำปฏิกิริยาต่อเนื่อง อาจทำให้พระธาตุมีการงอกเพิ่ม แตกหัก หรือพอกตัวได้
สิ่งที่เป็นหลักฐาน
1. พระธาตุที่ได้จากการผ่าตัดของหลวงปู่แหวนสุจินโน เป็นพระธาตุที่ได้จากอริยะสงฆ์ที่ยังมีชีวิตจะเห็นได้ว่าท่านมีพลังของจิตมากจึงเข้าพุ่งชนก้อนหินปูน(แคลเซียม) หรือก้อนนิ่วของท่านนั้นเองเนื่องจากมีแคลเซียมหนาแน่นปฏิกิริยาจึงเห็นได้ชัดเจน
2. พระธาตุ มีหลากหลายแบบ ด้วยเป็นธาตุคนละชนิดกัน แล้วแต่การรวมตัวของแคลซียมที่ทำให้เกิดธาตุใหม่
3.พระอริยะสงฆ์บางท่านเผาไม่ไหม้เนื่องจากร่างกายบางส่วนของท่านเป็นธาตุใหม่ที่ไม่ไหม้ไฟ ถ้าหากมีเวลามากพอ อาจจะกินเวลานานมากไม่สามารถคำนวณได้ ท่านอาจจะเห็นร่างของท่านค่อยๆกลายเป็นพระธาตุทั้งองค์ให้เราได้เห็นกัน
ครับจะแจ้งอีกครั้งว่าผมเป็นผู้ศึกษาธรรมที่ชอบเอาหลักวิทยาศาสตร์มาจับ อยากรู้เป็นการส่วนตัว และถึงไม่อาจจะทดลองได้เนื่องจากเป็นของสูง ที่เคารพบูชา แต่วิทยาศาสตร์นั้นย่อมหาคำตอบได้ทุกครั้ง(แต่บางครั้งมันค้นหาไม่ได้ภายในวันนี้) เพราะหลักวิทยาศาสตร์ นั้นก็เป็นหลักการหาความจริง ที่พระพุทธเจ้าได้รู้แจ้งมาก่อนตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่พระองค์ไม่อยากให้เราสนใจเรื่อง อิทธิฤทธิ์ ปราติหารย์ หรืออะไรทำนองนี้ ท่านให้สนใจในการศึกษาหาทางพ้นทุกข์ที่ท่านศึกษามาแล้วว่าหลุดพ้นได้จริงมากกว่า ฉะนั้น การค้นพบครั้งนี้ของผมมันก็แค่เรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่ความเหมาะของมันแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมได้อธิบายมาแล้วหากทำการศึกษาและทดลองตามแนวสมมุติฐานนี้ท่านอาจจะพบคำตอบของการเกิดพระธาตุ แต่พบแล้วมันก็เป็นแค่การหาคำตอบของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ท่านหลุดพ้นได้จริง แต่ผมก็ดีใจครับ เพราะมันค้างคาในใจผมมานานเหลือเกิน
28 กรกฎาคม 2552
ข้าว ผลผลิตปฐมภูมิ
ด้วยการทำงานในด้านชลประทาน และได้ใกล้ชิดกับเกษตรกร และพื้นที่การเกษตรทั้งหลาย ก็คิดไม่ตกเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร การลงทุนเพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรนั้น ลงทุนเยอะครับ อันดับแรก ที่ดิน ต้องทำการปรับปรุงดินก่อนการเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นการไถ พรวนดิน พืช ก็ต้องลงทุนในการจัดหาพันธุ์ที่ดีมาปลูก แรงงานนั้น จะมาลงแขกก็คนละ 200- 300 บาท ยังไม่รวมเหล้ายา ปลาปิ้งอีกต่างหาก แต่ผลผลิตออกมา ขายไม่ได้ราคา ทั่งๆที่เป็นสินค้าที่คนต้องกิน แต่ทำไมสิ้นค้าชนิดอื่นถ้าไม่ใช้ไม่ตาย แต่มันขายง่ายๆ แล้วก็เค้าจะขายเท่าไหร่ก็ซื้อด้วย งง ไหมครับ
ผมลองคิดแล้วก็ลองคุยกับชาวบ้านดูแล้วก็ขอสรุปปัญหาดังนี้ครับ
1. เค้ากำหนดราคามาอย่างนี้ ไม่ขายก็ไม่ได้
2. รัฐทำไมไม่กำหนดราคาข้าว
3.ฯลฯ
ซึ่งโดยมากจะลงตัวที่ เถ้าแก่เค้าว่ามาอย่างไร ก็ว่ากันไปตามนั้น ส่วนไอ้ที่ไปประท้วงปิดถนน ปิดสภา โดยมากก็ของขึ้น หูเบา แล้วก็โดนเกมการเมืองลากไป เพื่อให้ราคาข้าวดีขึ้น แต่ก็ต้องขายให้กับเถ้าแก่เหมือนเดิม
การแก้ปัญหาใช่ว่าทางรัฐจะไม่มี ครับด้วยการตั้งกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ซึ่งแก้ปัญหาได้ แต่ที่ได้สัมผัสมาคือ
1. เกษตรกร รวมกันไม่ค่อยติด
2. ไม่กล้าแสดงออก ไม่แสดงความคิด
3. ไม่รู้ต้นทุนของตนเอง กำหนดกำไรไม่ได้
4. ทำการตลาดไม่เป็น
10 กรกฎาคม 2552
17 พฤษภาคม 2552
ภาษี เหล้า บุหรี่ รถยนต์ เงินกู้
24 เมษายน 2552
การออมกับธนาคาร
หลังจากเหตุการณ์จลาจล
13 เมษายน 2552
น้ำใจนักกีฬา
1. นักการเมืองไทยขาดจรรยาบรร เล่นนอกเกม ไม่สนใจสภาอย่างนี้ การเมืองไทยถึงไม่เจริญสักที ปากเรียกร้องประชาธิปไตร ใจฝักใฝ่เผด็จการ “กูทำถูกคนเดียว คนอื่นผิดหมด” ไม่มีนำใจนักกีฬา ต่อยแพ้ ใจไม่แพ้ ขอใจแรงเชียรต่อยนอกเวที แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตรครับ
2. นักการเมืองไทย ยังอยู่ในระบบอมาตธิปไตร คิดว่าตนเป็นใหญ่ คุมลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน มีคนอยู่ในความดูแลเป็นแสน ย่ามใจทำในสิ่งที่สมัยก่อนเรียกว่า “แข็งเมือง” พวกนี้พร้อมที่จะเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ และคิดว่าตนเองเป็นผู้ปกครองในเขตพื้นที่ คิดจะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ เหมือน”วัวลืมตีน” ต้องหาคนมาปราบ
3. นักการเมืองไทยไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่มีทายาททางการเมืองที่จริงใจต่อการพัฒนาประเทศ หวังผลในอำนาจ ไม่ใส่ใจในการพัฒนา หวังมุ่งทำลายขั่วอำนาจอื่น ปกครองด้วยความไม่รู้ ใช้ความชินชาของประชาชนที่เคยแต่ถูกปกครอง จูงจมูกไปในทางที่ผิดทีซิบหาย พาประเทศชาติล่มจม
4. ประชาชนคนไทยไม่รู้จักประชาธิปไตร พอได้มาก็กลายเป็น พวกมากลากไปซะนี่ ทำให้ได้นักการเมืองห่วยแตกเข้ามาในสภา ยังนึกถึงระบบเดิมๆ ระบบที่ตนเป็นผู้ถูกปกครอง และไม่เคยขัด แต่แอบนินทานาย จึงไม่สามารถที่จะได้ประชาธิปไตรที่แท้จริง
ครับโดยส่วนตัวผมเป็นคนหนึ่งที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาโดยที่มีการคิดแค้น ทำให้ออกมารัดกุมมากเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติตามได้หลายมาตรา แต่ผมก็ยอมรับมติของปวงชนที่ลงมติมาแล้วว่าควรใช้ ทั้งๆที่หลายท่านไม่เคยอ่าน แต่รับเพราะต้องการออกจากระบบการปฎิรูปการเมือง คิดว่าจะแก้ไขโดยง่าย รับก่อนแก้ทีหลัง รับๆไปเถอะ รับเพราะนายบอก หรือไม่รับเพราะไม่รู้ ไม่รับเพราะนายบอก ฯลฯ เมื่อมีประชามติแล้วผมเคารพและยอมที่จะปฏิบัติตาม ผมไม่เล่นนอกเกม แต่ดูพวกท่านสิ ว่ามี ”น้ำใจนักกีฬา”หรือ "ใจนักเลง"บ้างไหม ผมคิดว่าพวกที่แยกตนเองออกมาว่าตนถูกนั้นให้หันมาดูตนเองก่อนดูกฎหมายสิครับว่าท่านทำถูกต้อง และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่รู้จักแพ้รู้จักอภัยหรือเปล่า ถ้าไม่ก็เลิกประพฤติเถอะครับ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าอยุ่ให้ประเทศชาติเสียหายเลย
05 เมษายน 2552
เหล้า เศษฐกิจ สงกรานต์ นักการเมือง
ต้องขอขอบคุณ ที่การงดขายเหล้าช่วงสงกรานต์ไม่ออกมา โดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ดื่มคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ติด ดื่มตามสังคม ดื่มเพื่อเป็นยา และดื่มตามความพอใจ แต่การไม่ได้ดื่มก็ ดี แต่ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วการเสพสิ่งมึนเมาไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากสังคมเหมือนแต่ก่อนที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเป็นประเพณีที่ได้มีกันมานาน การเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ต้องมีส่วนของเหล้าขาวเป็นส่วนประกอบ ทุกวันนี้การดื่มเหล้านี่ก็จะคล้ายคลึงกับการสูบบุหรี่ที่ปัจจุบันก็ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว แต่การห้ามขายเหล้านี่สิแปลก เป็นการโยนหินถามทางของกระทรวงสาธารณะสุขแน่นอนในการที่จะให้เลิกขายเป็นบางวัน แล้วก็จะมีกลยุทธที่จะต้องทำให้การดื่มเหล้าเป็นที่รังเกียจเหมือนคนสูบบุหรี่ และลดการเมาแล้วขับ ลดการตายในวันสงกรานต์ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการห้ามขายผมงงมากๆ เอาอย่างนี้แล้วกันการห้ามขายเหล้าที่เป็นต้นเหตุเมาแล้วขับผมก็จะขอเพิ่มเติมนโยบายของท่านดังนี้
ห้ามใช้รถส่วนบุคคล ในวันที่ 13- 16 เมษายน ด้วยการเดินทาง การเล่นสงกรานต์น่าจะทำเป็นถนนคนเดินซะ ลดการใช้รถ คนเมาก็ไม่ต้องขับ การเดินทางโดยรถสาธารณะก็มีความปลอดภัย การจราจรบนท้องถนนก็จะปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุลดลงแน่นอน ลดมากกว่าการห้ามขายเหล้าด้วยนะครับท่านทำไมไม่คิดถึงเรื่องอย่างนี้บ้าง
ทุกท่านรู้ดีครับว่าการคมนาคมบ้านเราโดยเฉพาะการบริการรถสาธารณะนั้นไม่พอเพียง แถมไม่มีการคุมกำเนิดรถส่วนบุคคล การแก้ปัญหากระทำโดยปลายเหตุ “วัวหายแล้วล้อมคอก” วันสงกรานต์คนต้องใช้รถส่วนตัวขับกลับบ้าน การไปโดยคนหมู่มากแน่นอนเหล้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง แต่การบริการสาธารณะของรัฐสามารถที่จะขนคนมากๆไปยังจุดหมายปลายทางได้คนตกรถที่หมอชิตก็จะไม่เห็นอีกต่อไป การเมาแล้วขับจะลดลงด้วยการบริการสาธารณะคนขับจะไม่ดื่ม
แต่การแก้ปัญหาของผู้ใหญ่บ้านเราทำด้วยการ ห้ามขายเหล้า ถามว่ามันช่วยได้ไหมหากคนดื่มเค้าซื้อไว้ตั่งแต่วันที่ 1 เมษายน และซื้อไว้มากกว่าเดิมด้วย (สงสัยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย) เมามากกว่าเดิมเพราะมีเหล้าในมือดื่มไม่อั้น อีกอย่างการใช้น้ำมันก็จะมากขึ้น(นี้ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหาเงินเข้า ปตท ด้วย) แล้วปีต่อไปก็จะทำการขยายถนนเนื่องจากมีการใช้รถส่วนตัวเพิ่มขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการผลาญงบประมาณ และเพิ่มยอดขายรถยนต์ให้บริษัทที่จะขายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไม่ได้เหรอ คนขายเหล้าขายโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดนห้าม(แล้วมันจะอนุญาตให้ขายทำไม)
ครับครั้งหน้าผมจะเขียนถึงบุหรี่ และนโยบายเศรษฐกิจครับ หากท่านสนใจในบทความร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ ผมจะรับฟังด้วยใจที่เป็นกลางครับ






















