24 เมษายน 2552

การออมกับธนาคาร

ช่วงนี้ผมทำธุรกรรมกับธนาคารบ่อยครั้ง แล้วสังเกตเห็นค่าธรรมเนียมที่มีการเปลี่ยนแปลง  ผมเป็นคนที่ขี้เกียจ ไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก ผมเข้าใจครับว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ต้องดำเนินการแจ้งย้ายภายใน 15 วัน แต่ไม่อ่ะไม่ชอบไม่อยากยุ่งยากและรอคอย แต่วันนั้นก็มาถึงเมื่อผมต้องไปทำงานที่กาญจนบุรี  ทะเบียนบ้านอยู่ที่อุบล แล้ว รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ออกมาใหม่ๆ กกต.ออกใบแดงกระจาย  สว. เลือกตั้งไป 5 ครั้ง สส. 2 ครั้ง ในปีเดียว ค่ารถในเวลานั้นไปกลับประมาณ  1,000 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะ  ข้าราชการที่ดีก็ต้องไปเลือกตั้ง แถมการคมานาคมมันก็ไม่สะดวกด้วย ถามว่าถ้าผมกลับบ้านเลือกตั้งทุกครั้ง ผมจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ข้าราชการบรรจุใหม่เงินเดือน 6,300 บาท หมดแน่นอนครับ ผมจึงต้องย้ายทะเบียนบ้านไปเมืองกาญฯ เพื่อตัดปัญหาซะ ปัจจุบันผมบ้ายมาที่สกลนคร  เงินเดือนผมเข้าบัญชีที่เมืองกาญฯ ด้วยความขี้เกียจผมยอมถูกหักค่าธรรมเนียม ATM ต่างสาขา ต่างจังหวัดที่ 10 บาท โดยไม่เบิดบัญชีใหม่ ก็รับสภาพไปครับ  แต่วันนี้เค้าเปลี่ยนค่าธรรมเนียมอีกแล้วครับ ไม่มีการแจ้ง และทางเว็บไซด์ก็ไม่มีการแจ้งให้ทราบด้วย (เริ่มค่าธรรมเนียมใหม่วันที่ 20 เม.ย. แต่ที่เว็บไซด์วันนี้ยังอยู่ที่ 10 บาท เปิดบัญชีเอกสารก็ยัง 10 บาทอยู่) จำใจต้องเปิดบัญชีใหม่เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีที่สกลนคร 
เอาเถอะครับบ่นพอประมาณ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า หากใครคิดจะออมเงินกับธนาคาร ถ้าคุณมีดอกเบี้ยไม่เกินค่าธรรมเนียม+ค่าบัตรATM(ประมาณ 100 - 300 บาทแล้วแต่ธนาคาร) ก็ขาดทุนนะครับ เคยสังเกตุบ้างไหมครับว่าเงินท่านหายไปจากบัญชีปีละ 100 บาทน่ะ ใครที่เป็นแบบนี้แนะนำให้ท่านลงทุนแบบอื่นดีกว่า กองทุนรวมที่ประกันเงินฝากนั้นรู้สึกจะได้ดอกเบี้ยมากกว่าซะอีก  ปัจจุบันค่าธรรมเนียมต่างๆของธนาคารมันเยอะเหลือเกิน  ผมเคยแม้กระทั้งเซ็นรับรองแสตดเม้น เดือนละ 100 บาท มันอะไรนักหนา  ท่านลองคิดดูสิครับปัจจุบันความเร็วอินเตอร์เน็ตนั้นเดือนละ 590 บาท  ถ้าเช่ารายชั่วโมงก็ 10 - 20 บาท แต่ค่าธรรมเนียมกดATM กลับเป็นครั้งละ 0 - 35 บาท ผมกดโทรศัพท์ทางไกลแบบแพงสุดๆก็ 16 บาท/นาที เองครับ แล้วคิดดูสิว่าธนาคารกำไรเท่าไหร่  ผมว่าถ้ามีใครรู้จริงก็หาต้นทุนที่แท้จริงในการออนไลของธนาคารหน่อยได้ไหมครับ

หลังจากเหตุการณ์จลาจล

       วันนี้ขอเขียนเรื่องของนักการเมืองต่อหลังจากเหตุการณ์จลาจลสงบลง  ท่านเชื่อหรือไม่ถึงแม้ว่าจะผ่านการประชุมรัฐสภาแล้ว  แต่นักการเมืองของไทยยังไม่มีน้ำใจนักกีฬากันเลยสักคน  ในเกมนั้นหากแพ้ก็ต้องจบ เมื่อไม่จบมันก็ไม่มีทางที่ประเทศชาติจะสงบลงได้
ครับมี ส.ส.  ส.ว. บางท่านที่พูดในเรื่องนี้  แต่ส่วนใหญ่ก็แบ่งฟากชัดเจน ชัดขนาดไหน ขนาดโกหกกันเห็นๆ  ผมก็ไม่ค่อยพอใจกับรัฐบาลที่เข้าสลายการชุมนุม แต่จะดีมากหากไม่เกิดการชุมนุมขึ้นมา  ครับหลายท่านต้องการนำเสียงประชาชนมาต่อรองกับระบบรัฐสภาหากฝ่ายตนแพ้และเพรี้ยงพร้ำไป  แต่มันต้องเป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริงๆ และต้องชุมนุมกันอย่างสงบ ไม่มีการปลุกระดม  แต่ต้องปลุกจิดสำนึกของคนให้ตื่นและเห็นความจริง และต้องเล่นในเกม อย่าเล่นนอกเกมถึงขนาดต้องโกหกกันหน้าด้านๆ เลย ไม่ต้องมาแบบพกอาวุธ ติดระเบิดและยุยงให้เกิดความวุ่นวายเลย  ถ้าคุณไม่ออกนอกที่มั่น  ถ้าคุณยอมเสียสละ (การชุมนุมใดไม่มีการเสียสละชีวิต มีการ์ดคอยคุมหัว กลัวตายอย่าไปชุมนุมกันเลยดีกว่า) ถ้าการชุมนุมของคุณมันเป็นชองจริงไม่มีใครกลัวตายหรอกครับ ดูจากประวัติศาสตร์เก่าๆ มีการตายทั้งนั้นแหละ และมีทุกประเทศด้วย  และผมก็ไม่คิดด้วยว่าวันที่ สนธิ โดนลอบยิงนั้นมีบางท่านพูดผ่านทีวี วาจาไพเราะ แต่เต็มไปด้วยความแค้น และเหมือนจะท้าตีท้าต่อย ก้าวร้าว พูดจริงๆครับถ้าเด็กเห็นจะว่าอย่างไร ผมฟังแล้วก็อยากลุกขึ้นต่อย คนมันจะโดนฆ่าอยู่แล้ว ตำรวจไม่รู้หรอกว่ามีคนจะดำเนินการตอนไหน ถ้าไม่อยากโดน ก็ทำเหมือนอดีตนายกทักษิณสิหาที่นอนไปเรื่อย ผมว่าพูดกันดีๆ น่ารักๆ ก็จะดีกว่านะครับ อย่าเอาอารมณ์เข้าแทรกไม่งั้นมันจะเกิดการยั่วยุ แล้วมันต่างจากเสื้อแดงตรงไหน
ยอมรับความจริงกันมั่งครับเล่นในเกม ยอมรับในเสียงข้างมาก แม้มันจะเหี้ยขนาดไหนก็เหอะ  ถ้าอยากได้ของดี คุณก็ต้องนำของดีเข้าหาชุมชน ไปอธิบายซะว่าการเมืองมันเป็นอย่างไร ประชาชนควรทำอย่างไร และ นักการเมืองมีหน้าที่อะไร ผู้ไฝ่หาประชาธิปไตรเค้าควรทำอย่างไร        แต่ขอร้องเถอะครับ ยอมรับความจริง เลิกปลุกระดมความคิดที่ผิดๆ แล้วต่อสู้ด้วยปัญญา ต่อสู้โดยสันติวิธี
     อนึ่งขอขอบคุณรัฐบาลด้วยครับที่หยุดยาวให้ผม และผมได้ยินข่าวเสื้อแดงจะชุมนุมอีกครั้งก็ขอให้สนุกสนานกันให้มากๆ ผมจะได้มีวันหยุดเพิ่มอีก และประเทศชาติก็จะล่มจมมากกว่านี้ นี่พูดประชดนะครับอย่าเอาเป็นจริงเป็นจังเลย

13 เมษายน 2552

น้ำใจนักกีฬา

ด้วยภาวะปัจจุบันของบ้านเมือง จึงนำเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก่อนเรื่องของบุหรี่ ด้วยความเป็นนักคิดที่คิดด้วยสมอง มุมมองจากความรู้สึก ด้วยที่เป็นนักประชาธิปไตรคนหนึ่ง จึงขอแสดงความคิดเห็นดังนี้
1. นักการเมืองไทยขาดจรรยาบรร เล่นนอกเกม ไม่สนใจสภาอย่างนี้ การเมืองไทยถึงไม่เจริญสักที ปากเรียกร้องประชาธิปไตร ใจฝักใฝ่เผด็จการ “กูทำถูกคนเดียว คนอื่นผิดหมด” ไม่มีนำใจนักกีฬา ต่อยแพ้ ใจไม่แพ้ ขอใจแรงเชียรต่อยนอกเวที แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตรครับ
2. นักการเมืองไทย ยังอยู่ในระบบอมาตธิปไตร คิดว่าตนเป็นใหญ่ คุมลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน มีคนอยู่ในความดูแลเป็นแสน ย่ามใจทำในสิ่งที่สมัยก่อนเรียกว่า “แข็งเมือง” พวกนี้พร้อมที่จะเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ และคิดว่าตนเองเป็นผู้ปกครองในเขตพื้นที่ คิดจะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ เหมือน”วัวลืมตีน” ต้องหาคนมาปราบ
3. นักการเมืองไทยไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่มีทายาททางการเมืองที่จริงใจต่อการพัฒนาประเทศ หวังผลในอำนาจ ไม่ใส่ใจในการพัฒนา หวังมุ่งทำลายขั่วอำนาจอื่น ปกครองด้วยความไม่รู้ ใช้ความชินชาของประชาชนที่เคยแต่ถูกปกครอง จูงจมูกไปในทางที่ผิดทีซิบหาย พาประเทศชาติล่มจม
4. ประชาชนคนไทยไม่รู้จักประชาธิปไตร พอได้มาก็กลายเป็น พวกมากลากไปซะนี่ ทำให้ได้นักการเมืองห่วยแตกเข้ามาในสภา ยังนึกถึงระบบเดิมๆ ระบบที่ตนเป็นผู้ถูกปกครอง และไม่เคยขัด แต่แอบนินทานาย จึงไม่สามารถที่จะได้ประชาธิปไตรที่แท้จริง
ครับโดยส่วนตัวผมเป็นคนหนึ่งที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาโดยที่มีการคิดแค้น ทำให้ออกมารัดกุมมากเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติตามได้หลายมาตรา แต่ผมก็ยอมรับมติของปวงชนที่ลงมติมาแล้วว่าควรใช้ ทั้งๆที่หลายท่านไม่เคยอ่าน แต่รับเพราะต้องการออกจากระบบการปฎิรูปการเมือง คิดว่าจะแก้ไขโดยง่าย รับก่อนแก้ทีหลัง รับๆไปเถอะ รับเพราะนายบอก หรือไม่รับเพราะไม่รู้ ไม่รับเพราะนายบอก ฯลฯ เมื่อมีประชามติแล้วผมเคารพและยอมที่จะปฏิบัติตาม ผมไม่เล่นนอกเกม แต่ดูพวกท่านสิ ว่ามี ”น้ำใจนักกีฬา”หรือ "ใจนักเลง"บ้างไหม ผมคิดว่าพวกที่แยกตนเองออกมาว่าตนถูกนั้นให้หันมาดูตนเองก่อนดูกฎหมายสิครับว่าท่านทำถูกต้อง และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่รู้จักแพ้รู้จักอภัยหรือเปล่า ถ้าไม่ก็เลิกประพฤติเถอะครับ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าอยุ่ให้ประเทศชาติเสียหายเลย

05 เมษายน 2552

เหล้า เศษฐกิจ สงกรานต์ นักการเมือง

            ต้องขอขอบคุณ ที่การงดขายเหล้าช่วงสงกรานต์ไม่ออกมา  โดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ดื่มคนหนึ่ง  แต่ก็ไม่ได้ติด  ดื่มตามสังคม  ดื่มเพื่อเป็นยา  และดื่มตามความพอใจ  แต่การไม่ได้ดื่มก็ ดี แต่ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วการเสพสิ่งมึนเมาไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากสังคมเหมือนแต่ก่อนที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน  โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์  หรือเป็นประเพณีที่ได้มีกันมานาน  การเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง  เจ้าป่าเจ้าเขา ต้องมีส่วนของเหล้าขาวเป็นส่วนประกอบ  ทุกวันนี้การดื่มเหล้านี่ก็จะคล้ายคลึงกับการสูบบุหรี่ที่ปัจจุบันก็ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว  แต่การห้ามขายเหล้านี่สิแปลก  เป็นการโยนหินถามทางของกระทรวงสาธารณะสุขแน่นอนในการที่จะให้เลิกขายเป็นบางวัน  แล้วก็จะมีกลยุทธที่จะต้องทำให้การดื่มเหล้าเป็นที่รังเกียจเหมือนคนสูบบุหรี่  และลดการเมาแล้วขับ  ลดการตายในวันสงกรานต์  แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการห้ามขายผมงงมากๆ  เอาอย่างนี้แล้วกันการห้ามขายเหล้าที่เป็นต้นเหตุเมาแล้วขับผมก็จะขอเพิ่มเติมนโยบายของท่านดังนี้

                                ห้ามใช้รถส่วนบุคคล ในวันที่ 13- 16 เมษายน  ด้วยการเดินทาง  การเล่นสงกรานต์น่าจะทำเป็นถนนคนเดินซะ  ลดการใช้รถ  คนเมาก็ไม่ต้องขับ  การเดินทางโดยรถสาธารณะก็มีความปลอดภัย  การจราจรบนท้องถนนก็จะปลอดภัยมากขึ้น  อุบัติเหตุลดลงแน่นอน  ลดมากกว่าการห้ามขายเหล้าด้วยนะครับท่านทำไมไม่คิดถึงเรื่องอย่างนี้บ้าง

                                ทุกท่านรู้ดีครับว่าการคมนาคมบ้านเราโดยเฉพาะการบริการรถสาธารณะนั้นไม่พอเพียง  แถมไม่มีการคุมกำเนิดรถส่วนบุคคล  การแก้ปัญหากระทำโดยปลายเหตุ วัวหายแล้วล้อมคอก  วันสงกรานต์คนต้องใช้รถส่วนตัวขับกลับบ้าน  การไปโดยคนหมู่มากแน่นอนเหล้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง  แต่การบริการสาธารณะของรัฐสามารถที่จะขนคนมากๆไปยังจุดหมายปลายทางได้คนตกรถที่หมอชิตก็จะไม่เห็นอีกต่อไป  การเมาแล้วขับจะลดลงด้วยการบริการสาธารณะคนขับจะไม่ดื่ม

                                แต่การแก้ปัญหาของผู้ใหญ่บ้านเราทำด้วยการ ห้ามขายเหล้า  ถามว่ามันช่วยได้ไหมหากคนดื่มเค้าซื้อไว้ตั่งแต่วันที่ 1 เมษายน  และซื้อไว้มากกว่าเดิมด้วย (สงสัยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย)  เมามากกว่าเดิมเพราะมีเหล้าในมือดื่มไม่อั้น  อีกอย่างการใช้น้ำมันก็จะมากขึ้น(นี้ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ  และหาเงินเข้า ปตท ด้วย)  แล้วปีต่อไปก็จะทำการขยายถนนเนื่องจากมีการใช้รถส่วนตัวเพิ่มขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการผลาญงบประมาณ  และเพิ่มยอดขายรถยนต์ให้บริษัทที่จะขายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไม่ได้เหรอ  คนขายเหล้าขายโดยถูกต้องตามกฎหมาย  โดนห้าม(แล้วมันจะอนุญาตให้ขายทำไม) 

                                ครับครั้งหน้าผมจะเขียนถึงบุหรี่  และนโยบายเศรษฐกิจครับ  หากท่านสนใจในบทความร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ  ผมจะรับฟังด้วยใจที่เป็นกลางครับ

02 เมษายน 2552

บล็อกชิ้นแรก

   รู้จักบล็อกมาเป็นเวลานานแล้ว  เคยเห็นมานาน  แต่ไม่เคยใช้  ไม่เคยสมัคร  แต่ก็อยากวิจารณ์  อยากแสดงความคิดเห็นมานานแล้ว  หาที่ออกไม่ได้  ที่นี่คงจะได้แสดงออกถึงความเห็นส่วนตัวได้อย่างจริงจัง  บวกกับอยากหาสตางค์ใช้  หวังว่าท่านผู้อ่านคงให้การสนับสนุนกัน โดยการกดโฆษนาให้ด้วยหากถูกใจกันจริง หากได้รับความสนใจกระผมจะออกบล็อกเรื่องต่างมาคุยกับท่านเพราะมีเรื่องที่จะต้องระบายให้คนไทยได้ทราบหลายเรื่องเลย  แล้วพบกันใหม่ครับ