24 เมษายน 2552
การออมกับธนาคาร
หลังจากเหตุการณ์จลาจล
13 เมษายน 2552
น้ำใจนักกีฬา
1. นักการเมืองไทยขาดจรรยาบรร เล่นนอกเกม ไม่สนใจสภาอย่างนี้ การเมืองไทยถึงไม่เจริญสักที ปากเรียกร้องประชาธิปไตร ใจฝักใฝ่เผด็จการ “กูทำถูกคนเดียว คนอื่นผิดหมด” ไม่มีนำใจนักกีฬา ต่อยแพ้ ใจไม่แพ้ ขอใจแรงเชียรต่อยนอกเวที แบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตรครับ
2. นักการเมืองไทย ยังอยู่ในระบบอมาตธิปไตร คิดว่าตนเป็นใหญ่ คุมลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน มีคนอยู่ในความดูแลเป็นแสน ย่ามใจทำในสิ่งที่สมัยก่อนเรียกว่า “แข็งเมือง” พวกนี้พร้อมที่จะเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ และคิดว่าตนเองเป็นผู้ปกครองในเขตพื้นที่ คิดจะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ เหมือน”วัวลืมตีน” ต้องหาคนมาปราบ
3. นักการเมืองไทยไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่มีทายาททางการเมืองที่จริงใจต่อการพัฒนาประเทศ หวังผลในอำนาจ ไม่ใส่ใจในการพัฒนา หวังมุ่งทำลายขั่วอำนาจอื่น ปกครองด้วยความไม่รู้ ใช้ความชินชาของประชาชนที่เคยแต่ถูกปกครอง จูงจมูกไปในทางที่ผิดทีซิบหาย พาประเทศชาติล่มจม
4. ประชาชนคนไทยไม่รู้จักประชาธิปไตร พอได้มาก็กลายเป็น พวกมากลากไปซะนี่ ทำให้ได้นักการเมืองห่วยแตกเข้ามาในสภา ยังนึกถึงระบบเดิมๆ ระบบที่ตนเป็นผู้ถูกปกครอง และไม่เคยขัด แต่แอบนินทานาย จึงไม่สามารถที่จะได้ประชาธิปไตรที่แท้จริง
ครับโดยส่วนตัวผมเป็นคนหนึ่งที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาโดยที่มีการคิดแค้น ทำให้ออกมารัดกุมมากเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติตามได้หลายมาตรา แต่ผมก็ยอมรับมติของปวงชนที่ลงมติมาแล้วว่าควรใช้ ทั้งๆที่หลายท่านไม่เคยอ่าน แต่รับเพราะต้องการออกจากระบบการปฎิรูปการเมือง คิดว่าจะแก้ไขโดยง่าย รับก่อนแก้ทีหลัง รับๆไปเถอะ รับเพราะนายบอก หรือไม่รับเพราะไม่รู้ ไม่รับเพราะนายบอก ฯลฯ เมื่อมีประชามติแล้วผมเคารพและยอมที่จะปฏิบัติตาม ผมไม่เล่นนอกเกม แต่ดูพวกท่านสิ ว่ามี ”น้ำใจนักกีฬา”หรือ "ใจนักเลง"บ้างไหม ผมคิดว่าพวกที่แยกตนเองออกมาว่าตนถูกนั้นให้หันมาดูตนเองก่อนดูกฎหมายสิครับว่าท่านทำถูกต้อง และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่รู้จักแพ้รู้จักอภัยหรือเปล่า ถ้าไม่ก็เลิกประพฤติเถอะครับ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าอยุ่ให้ประเทศชาติเสียหายเลย
05 เมษายน 2552
เหล้า เศษฐกิจ สงกรานต์ นักการเมือง
ต้องขอขอบคุณ ที่การงดขายเหล้าช่วงสงกรานต์ไม่ออกมา โดยส่วนตัวก็เป็นคนที่ดื่มคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ติด ดื่มตามสังคม ดื่มเพื่อเป็นยา และดื่มตามความพอใจ แต่การไม่ได้ดื่มก็ ดี แต่ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วการเสพสิ่งมึนเมาไม่ได้เป็นที่ยอมรับจากสังคมเหมือนแต่ก่อนที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเป็นประเพณีที่ได้มีกันมานาน การเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ต้องมีส่วนของเหล้าขาวเป็นส่วนประกอบ ทุกวันนี้การดื่มเหล้านี่ก็จะคล้ายคลึงกับการสูบบุหรี่ที่ปัจจุบันก็ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว แต่การห้ามขายเหล้านี่สิแปลก เป็นการโยนหินถามทางของกระทรวงสาธารณะสุขแน่นอนในการที่จะให้เลิกขายเป็นบางวัน แล้วก็จะมีกลยุทธที่จะต้องทำให้การดื่มเหล้าเป็นที่รังเกียจเหมือนคนสูบบุหรี่ และลดการเมาแล้วขับ ลดการตายในวันสงกรานต์ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการห้ามขายผมงงมากๆ เอาอย่างนี้แล้วกันการห้ามขายเหล้าที่เป็นต้นเหตุเมาแล้วขับผมก็จะขอเพิ่มเติมนโยบายของท่านดังนี้
ห้ามใช้รถส่วนบุคคล ในวันที่ 13- 16 เมษายน ด้วยการเดินทาง การเล่นสงกรานต์น่าจะทำเป็นถนนคนเดินซะ ลดการใช้รถ คนเมาก็ไม่ต้องขับ การเดินทางโดยรถสาธารณะก็มีความปลอดภัย การจราจรบนท้องถนนก็จะปลอดภัยมากขึ้น อุบัติเหตุลดลงแน่นอน ลดมากกว่าการห้ามขายเหล้าด้วยนะครับท่านทำไมไม่คิดถึงเรื่องอย่างนี้บ้าง
ทุกท่านรู้ดีครับว่าการคมนาคมบ้านเราโดยเฉพาะการบริการรถสาธารณะนั้นไม่พอเพียง แถมไม่มีการคุมกำเนิดรถส่วนบุคคล การแก้ปัญหากระทำโดยปลายเหตุ “วัวหายแล้วล้อมคอก” วันสงกรานต์คนต้องใช้รถส่วนตัวขับกลับบ้าน การไปโดยคนหมู่มากแน่นอนเหล้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง แต่การบริการสาธารณะของรัฐสามารถที่จะขนคนมากๆไปยังจุดหมายปลายทางได้คนตกรถที่หมอชิตก็จะไม่เห็นอีกต่อไป การเมาแล้วขับจะลดลงด้วยการบริการสาธารณะคนขับจะไม่ดื่ม
แต่การแก้ปัญหาของผู้ใหญ่บ้านเราทำด้วยการ ห้ามขายเหล้า ถามว่ามันช่วยได้ไหมหากคนดื่มเค้าซื้อไว้ตั่งแต่วันที่ 1 เมษายน และซื้อไว้มากกว่าเดิมด้วย (สงสัยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย) เมามากกว่าเดิมเพราะมีเหล้าในมือดื่มไม่อั้น อีกอย่างการใช้น้ำมันก็จะมากขึ้น(นี้ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหาเงินเข้า ปตท ด้วย) แล้วปีต่อไปก็จะทำการขยายถนนเนื่องจากมีการใช้รถส่วนตัวเพิ่มขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการผลาญงบประมาณ และเพิ่มยอดขายรถยนต์ให้บริษัทที่จะขายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไม่ได้เหรอ คนขายเหล้าขายโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดนห้าม(แล้วมันจะอนุญาตให้ขายทำไม)
ครับครั้งหน้าผมจะเขียนถึงบุหรี่ และนโยบายเศรษฐกิจครับ หากท่านสนใจในบทความร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ ผมจะรับฟังด้วยใจที่เป็นกลางครับ